หลังจากทำการแข่งขันกันมาอย่างดุเดือดตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์แรกเมื่อเดือน ม.ค. สำหรับศึกเทนนิสอาชีพชาย หรือเอทีพีทัวร์ ก็เดินทางมาถึงศึกใหญ่สุดท้ายส่งปี

      นั่นก็คือ “2017 เอทีพี ไฟนอลส์” ที่จะนำ 8 นักหวดสักหลาดชายที่มีผลงานดีสุดตลอดทั้งซีซั่น เพื่อมาชิงความเป็นที่สุดบนสังเวียน ดิ โอทู อารีน่า ระหว่างวันที่ 12-19 พ.ย. ซึ่งปีนี้ถือว่าเลื่อนจัดทัวร์นาเมนต์ช้ากว่าปีก่อนเป็นเวลา 1 เดือน
      โดยในปีนี้ 8 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ที่เข้ามาร่วมชิงชัย ประกอบด้วย ราฟาเอล นาดาล (สเปน), โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (สวิตเซอร์แลนด์), อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ (เยอรมัน), โดมินิค ธีม (ออสเตรีย), มาริน ซิลิช (โครเอเชีย), กริกอร์ ดิมิตรอฟ (บัลแกเรีย), เดวิด กอฟฟิน (เบลเยียม) และแจ็ค ซ็อค (สหรัฐ)
      อย่างไรก็ตามจะไม่มีนักหวดชื่อดังหลายคน ทั้ง โนวัค ยอโควิช (เซอร์เบีย), สแตน วาวรินกา (สวิตเซอร์แลนด์), เคอิ นิชิโคริ (ญี่ปุ่น) และ แอนดี เมอร์เรย์ (สหราชอาณาจักร) แชมป์เก่า ก็ไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวน รวมถึงฟอร์มตกจนไม่ติด 1 ใน 8 อันดับแรก
นอกจากนั้นแล้วยังมีการการันตีมือ 1 ของโลกในปี 2017 แล้ว นั่นก็คือ ราฟาเอล นาดาล เนื่องจากทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ แบบขาดลอย

       แต่ถึงกระนั้นศึกใหญ่ส่งท้ายปีทัวร์นาเมนต์นี้ ก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ทั้งเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี รวมไปถึงมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกิดขึ้นในปีนี้

ประเดิม“เน็กซ์เจน เอทีพี ไฟนอลส์”
     ในปีนี้อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก่อนการแข่งขัน เอทีพี ไฟนอลส์ จะเริ่มขึ้น นั่นก็คือ การประเดิมเปิดศึก “เน็กซ์เจน เอทีพี ไฟนอลส์” ขึ้น เพื่อหาสุดยอดนักเทนนิสชายที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่เมืองมิลาน ประเทศ อิตาลี ระหว่างวันที่ 7-11 พ.ย.
     สำหรับการแข่งขันดังกล่าวมีกติกาคล้ายกับศึกเทนนิส “เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอลส์” ที่นำ 8 สุดยอดนักเทนนิสคะแนนสะสมสูงสุดของ เอทีพี ตลอดซีซั่นมาร่วมชิงชัย แต่มีความแตกต่าง คือ นักหวดที่ลงเล่นจะต้องมีอายุไม่เกิน 21 ปีเท่านั้น
       ขณะที่ผลการแบ่งสาย กลุ่ม เอ ประกอบด้วย อังเดรย์ รูเบลฟ (รัสเซีย) , เดนิส ชาโปวาลอฟ (แคนาดา) , ฮยอน ชุง (เกาหลีใต้) , จิอันลุยจิ ควินซี (อิตาลี) และกลุ่ม บี ได้แก่ คาเรน คาชานอฟ (รัสเซีย) , บอร์นา โคริช (โครเอเชีย) , จาเหร็ด โดนัลด์สัน (สหรัฐอเมริกา) , ดานีล เมดเวเดฟ (รัสเซีย)
      คริส เคอร์โหมด ประธานของ เอทีพี กล่าวว่า จุดประสงค์ของรายการนี้ คือ การหานักเทนนิสอาชีพดาวรุ่งแห่งวงการคนใหม่ เนื่องจากขณะนี้ ซูเปอร์สตาร์ของวงการเทนนิสชายรุ่นปัจจุบันต่างมีอายุมากขึ้น รวมถึงเป็นการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ในการแข่งขันเทนนิสรายการที่ เอทีพี จัดในอนาคต ซึ่งก็คือ “ฮอว์ค-อาย ไลฟ์” มาใช้ช่วยในการตัดสินจังหวะลูกออกแทนกรรมการคุมเส้นในทุกๆ จังหวะของเกม
โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะส่งผลให้เหลือกรรมการในสนามตรงเก้าอี้กลางคอร์ตเพียงคนเดียว และจะไม่ต้องมีการใช้เทคโนโลยีภาพช้าทบทวนอีกต่อไป และหากการทดลองประสบผลสำเร็จด้วยดี ก็จะมีการนำไปใช้ในรายการต่าง ๆในอนาคตต่อไป
      ถึงกระนั้นยังไม่ทันเริ่มแข่ง ก็ได้เกิดเรื่องดราม่าขึ้นในการจับสลากแบ่งสายเหตุส่อไปในทางพฤติกรรมเหยียดเพศ โดยมีการนำเอานางแบบที่ซ่อนป้ายตัวอักษร เอ กับ บี ไว้ตามร่างกาย และให้นักเทนนิสแต่ละคนเลือกนางแบบได้ 1 คน ควงแขนกันเดินบนเวทีแคทวอล์ก และออกลีลายั่วยวน ก่อนเฉลยว่าใครอยู่สายไหน ต่อหน้าฝูงชนที่เข้ามาชมงาน เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดการวิจารณ์ไปต่างๆ นานาจากเหล่าอดีตนักเทนนิส ว่าไม่เหมาะสมที่จะทำพฤติกรรมเช่นนี้
      แต่ทางผู้จัดการแข่งขันได้ออกมาขอโทษเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว พร้อมระบุว่า เจตนา ที่ต้องการจะแสดงถึงเอกลักษณ์ของเมืองมิลาน รววมถึงยืนยันว่า จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก

เต็งแชมป์ประจำปี 2017
     สำหรับรายการดังกล่าวนั้น ตัวเต็งที่จะคว้าตำแหน่งแชมป์ไปครองคงจะหนีไม่พ้น ราฟาเอล นาดาล นักเทนนิสมือ 1 ของโลกจากสเปน ที่กลับมาท็อปฟอร์มเป็นอย่างมากในปีนี้ หลังฤดูกาลที่แล้วจบปีไปด้วยอันดับที่ 9 เท่านั้น
      โดยในปีนี้นักหวดวัย31 ปี แทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน ซึ่งถือว่าเป็นจุดบอดของเจ้าตัวมาหลายปีในช่วงหลัง ทำให้กลับมาใช้การตีแบบฮาร์ดสไตล์ซึ่งเป็นแนวที่ถนัดได้แบบเต็มที่ และกวาดไปถึง 6 แชมป์ในปีนี้ ซึ่งมีแชมป์แกรนด์สแลม 2 รายการ คือ เฟรนช์ โอเพ่น และยูเอส โอเพ่น ด้วยสถิติชนะ 67 แพ้ 10 แมตช์
      อย่างไรก็ตามทัวร์นาเมนต์นี้ก็ไม่ใช่งานง่ายของ นาดาล เช่นเดียวกันเนื่องจากจะทำการแข่งขันกันในฮาร์ทคอร์ทที่ “เอล มาทาดอร์” ไม่ถนัด ซึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์เชิงติดตลกว่า เอทีพี ไฟนอลส์ ควรย้ายไปเล่นกันที่คอร์ทดินกันบ้าง
      และจากการที่เขาเคยทำได้ดีที่สุดเพียงได้แค่รองแชมป์ เมื่อปี 2010, 2013 ทำให้เป็นโอกาสอันดีที่ นาดาล จะประเดิมแชมป์นี้เป็นครั้งแรกของเจ้าตัว
      ส่วนคู่ปรับสำคัญที่จะแย่งแชมป์กับ นาดาล ได้อย่างสูสี นั่นก็คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสจอมเก๋าจากสวิตเซอร์แลนด์ และมือ 2 ของโลกที่โลดแล่นในวงการเทนนิสอาชีพมาแล้วเกือบ 20 ปี
       สำหรับผลงานในปีนี้ของ “เฟดเอ็กซ์” นั้นก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า นาดาล สักเท่าไหร่ หลังทำสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมครบ 5 สมัยได้ถึง 3 รายการ และเป็นผู้เล่นอายุมากสุด ที่ประสบความสำเร็จในรายการใหญ่นับตั้งแต่ เคน โรสวอลล์ ทำไว้ในรายการดังกล่าวเมื่อปี 1972 แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น บวกกับสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ทำให้เขาไม่ค่อยได้ลงเล่นในปีนี้มากนัก โดยลงไปเพียง 53 เกม แต่สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 7 รายการด้วยกัน
      นอกจากนั้นแล้ว เฟเดอเรอร์ ยังเป็นคนที่ครองแชมป์ในรายการนี้สูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 6 สมัย (2003, 2004, 2006, 2007, 2010, 2011) ทำให้ไม่ต้องพูดถึงว่าได้สั่งสมประสบการณ์ในรายการนี้มากเพียงใด
      ขณะที่นักหวดอีกหนึ่งคนที่อาจจะสอดแทรกมาลุ้นแชมป์ได้ คือ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ นักเทนนิสดาวโรจน์จากเยอรมัน ที่ทำผลงานได้แบบก้าวกระโดดในปีนี้ และพุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ของโลกได้อย่างสมภาคภูมิ ด้วยการคว้าแชมป์ถึง 5 รายการ ด้วยสถิติ ชนะ 54 แพ้ 20
      โดยนักหวดวัย 21 ปีรายนี้ในตอนแรกจะต้องเข้าแข่ง “เน็กซ์เจน เอทีพี ไฟนอลส์” แต่เขาสามารถข้ามรุ่นมาแข่งในรายการนี้ได้เลย ซึ่งถือว่าเป็นนักเทนนิสที่น่าจับตามองอย่างมากว่าจะไปได้ถึงมือ 1 ของโลกได้ในเวลาอันใกล้นี้หรือไม่

เรื่องน่าสนใจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
      สำหรับการแข่งขัน เอทีพี ไฟนอลส์ นั้นเริ่มต้นจัดเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1970 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามตลอด 47 ปีที่จัดการแข่งขันมานั้นไม่เคยแข่งที่คอร์ทดินเลย มีแต่การแข่งในฮาร์ดคอร์ท, คอร์ทหญ้า และคอร์ทพรม
      นักเทนนิสที่เคยคว้าแชมป์ในรายการนี้ทั้งหมด เหลือที่ยังลงแข่งขันในปัจจุบันเพียงแค่ 3 รายเท่านั้น นั่นก็คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ แชมป์ 6 สมัย, โนวัค ยอโควิช แชมป์ 5 สมัย และแอนดี เมอร์เรย์ แชมป์ 1 สมัย ส่วนคนอื่นๆอีก 18 รายนั้นแขวนแร็กเก็ตไปหมดแล้ว
      ด้านนักหวดที่ลงเล่นในรายนี้มากที่สุด คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ยอดนักหวดจอมเก๋าชาวสวิส ด้วยจำนวนทั้งหมด 14 ครั้ง (2002–2015) ตามมาด้วย อังเดร อากัสซี ตำนานนักเทนนิสมือ 1 โลกชาวอเมริกัน ด้วยจำนวน 13 ครั้ง (1988–1991, 1994, 1996, 1998–2003, 2005) และ อิวาน อิวาน เลนเดิล ตำนานนักหวดเลือดเช็ก ด้วยจำนวน 12 ครั้ง (1980–1991)
       เงินรางวัลรวมของการแข่งขันในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 18 อยู่ที่ 8 ล้านดอลลาร์ (ราว 255 ล้านบาท) เลยทีเดียว

       ทั้งหมดที่กล่าวมาคือเรื่องที่น่าสนใจก่อนศึกใหญ่ส่งท้ายปีของวงการเทนนิสชายจะเริ่มเปิดฉากขึ้น โดยต้องมาดูกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้คว้าแชมป์รายการนี้ไปครอง และจะมีการสร้างประวัติศาสตร์ หรือสถิติใหม่ใดๆเกิดขึ้นบ้าง

1/4

2/4

3/4

4/4

ที่มาของเนื้อหา : www.bangkokbiznews.com